แคลเซียมกับหญิงมีครรภ์
สารอาหารที่จำเป็นในระหว่างตั้งครรภ์
การเจริญเติบโตของร่างกาย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใด จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งของสารอาหารจากภายนอก ร่างกายจะนำสารอาหารเหล่านี้ มาใช้ในการสร้าง เปลี่ยนแปลง หรือสลายตามกระบวนการทางชีวเคมี เพื่อให้ชีวิตหนึ่งๆ ยังคงดำรงอยู่ได้ ร่างกายของเราจึงได้เริ่มเจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา แม้ว่าทารกในครรภ์จะไม่สามารถรับประทานอาหารด้วยตัวเองได้ แต่จะได้รับสารอาหารผ่านทางสายสะดือ (Umbilical cord) จึงทำให้ร่างกายของทารก สามารถเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง
รูปภาพเด็กทารกในครรภ์ และ บริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนสารอาหารของรก
เพราะฉะนั้น
การเอาใจใส่ในเรื่องโภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์ จึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
การทำความเข้าใจถึงความต้องการของร่างกายว่า ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ ร่างกายของมารดาอาจมีความต้องการสารอาหารในปริมาณปกติ แต่ในระหว่างตั้งครรภ์นั้น เนื่องด้วยบุตรในครรภ์
มีความจำเป็นต้องใช้สารอาหารร่วมกับมารดา การรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง
ในปริมาณและคุณภาพเท่าเดิม อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายทั้งของมารดาและของบุตร
ดังนั้น การศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องของการรับประทานอาหาร
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่มารดาพึงกระทำ สารอาหารบางประเภท เช่น ไขมัน
อาจต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติของบุตรในครรภ์
และมารดา หรือกลุ่มของวิตามินและเกลือแร่ แม้ร่างกายอาจต้องการในปริมาณน้อย
แต่ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายมักมีความต้องการสารอาหารประเภทนี้มากขึ้น
จึงควรรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินและเกลือแร่ชนิดต่างๆ
ให้เพียงพอเช่นกัน
รูปภาพแสดงตัวอย่างสัดส่วนของอาหารและพลังงานแนะนำ
สำหรับหญิงมีครรภ์
ซึ่งในหนึ่งวันต้องการพลังงาน
ทั้งนี้
ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร โดยปกติแล้วจะสามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้เพียงร้อย
40
เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ค่อนข้างต่ำ
ทำให้ต้องรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมในปริมาณที่สูงขึ้น
เพื่อรักษาระดับแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หากมารดารับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอแล้ว
ก็จะทำให้เกิดภาวะพร่องแคลเซียม (Calcum deficiency)ได้ทั้งมารดาและบุตร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามารดากำลังตั้งครรภ์อยู่ในช่วงวัยรุ่น (อายุต่ำกว่า 18
ปี) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายมีอัตราการเจริญเติบโตสูง การขาดแคลเซียมจะทำให้กระดูกและฟันเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่
รวมถึงอาจส่งผลต่อสมดุลของแร่ธาตุภายในร่างกาย ทำให้ระบบอวัยวะหลายๆ แห่ง
ทำงานผิดปกติได้


